บริษัท เน็คซ์ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2547 ด้วยทุนจดทะเบียน 8 ล้านบาท ภายใต้ชื่อบริษัท บัฟ (ประเทศไทย) จำกัด โดย Mitsui & Co., Ltd  ซึ่งนับเป็นบริษัทในกลุ่มของมิตซุยประเทศญี่ปุ่น เพื่อประกอบธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์สำหรับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ Yamaha เพียงยี่ห้อเดียว (Captive Finance)

ต่อมาในช่วงปี 2557 บริษัทได้เริ่มขยายขอบเขตการประกอบธุรกิจสู่การให้สินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ยี่ห้ออื่นเพิ่มเติม ได้แก่ Honda, Vespa, Kawasaki และ Suzuki เป็นต้น   

ในปี 2560 กลุ่มมิตซุย ประเทศญี่ปุ่น มีการปรับนโยบายในการประกอบธุรกิจของกลุ่ม จึงได้มีการลดสัดส่วนการถือหุ้นเหลือร้อยละ 25 ของทุนจดทะเบียนของบริษัท และขายหุ้นออกทั้งหมดในเดือนมีนาคม ปี 2562 โดยผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ณ สิ้นปี 2562 ได้แก่ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) (COM7)และบริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (SYNEX) ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 40 และร้อยละ 40 ของทุนจดทะเบียนและชำระแล้วจำนวน 300 ล้านบาท ต่อมาบริษัทได้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนในเดือนมีนาคม ปี 2563 และเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 450 ล้านบาท เพื่อรองรับการเสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (Initial Public Offering: IPO)

บริษัท เน็คซ์ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) จัดเป็นสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อแก่ประชาชนแต่ไม่ได้รับเงินฝาก (Non-Bank) ประกอบธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยโดยมุ่งเน้นการให้บริการแก่ลูกค้ารายย่อยที่ต้องการเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์เป็นหลัก ด้วยการซื้อรถจากตัวแทนจำหน่าย (Dealer) แล้วนำมาให้ลูกค้าเช่าซื้อ ซึ่งช่วยให้ลูกค้าไม่ต้องลงทุนซื้อทรัพย์สินด้วยเงินสดในครั้งเดียวและนับเป็นแหล่งเงินทุนทางเลือกสำหรับลูกค้ากลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่น โดยอาศัยการติดต่อกับลูกค้าในท้องที่ผ่านพันธมิตรที่เป็นร้านค้าหรือตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ (Dealer) ในพื้นที่ต่าง ๆ
ความเป็นมา
2547
บริษัทได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2547 ภายใต้ชื่อ “บริษัท บัฟ (ประเทศไทย) จำกัด” ด้วยทุนจดทะเบียน 8 ล้านบาท เพื่อประกอบธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์สำหรับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ Yamaha เพียงยี่ห้อเดียว โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร
2549
บริษัทได้จดทะเบียนจัดตั้งสำนักงานสาขาเพิ่มเติม 10 สาขา ในเขตภาคกลาง 2 สาขา, ภาคเหนือ 3 สาขา, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 สาขา, ภาคตะวันออก 1 สาขา และภาคใต้ 2 สาขา รวมสำนักงานใหญ่เป็น 11 สาขา
2550-2553
บริษัทได้ขยายสำนักงานสาขาเพิ่มเติม 17 สาขา ในเขตภาคกลาง 3 สาขา, ภาคตะวันออก 3 สาขา, ภาคตะวันตก 3 สาขา, ภาคใต้ 7 สาขา และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 สาขา และบริษัทได้ยกเลิกการให้บริการสาขาจำนวน 2 สาขา ในเขตภาคกลาง 1 สาขา และภาคใต้ 1 สาขา ส่งผลให้ในปี 2553 บริษัทมีสำนักงานสาขารวมสำนักงานใหญ่เป็น 26 สาขา และในปี 2553 บริษัทเริ่มให้บริการสินเชื่อแก่ผู้เช่าซื้อซึ่งประกอบธุรกิจรถจักรยานยนต์ให้เช่า
2557
บริษัทได้ขยายขอบเขตการประกอบธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์จากเดิมที่มีการให้สินเชื่อเฉพาะยี่ห้อ Yamaha ไปสู่การให้สินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ยี่ห้ออื่นเพิ่มเติม ได้แก่ Honda, Vespa, Kawasaki และ Suzuki นอกจากนี้ บริษัทเริ่มให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อระหว่างองค์กร Business-to-Business (B2B)
2559
บริษัทได้ย้ายสำนักงานใหญ่มายังอาคารไทยสมุทร ชั้น 15 ถนนสุรวงค์ แขวงสุริยวงค์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500 เมื่อเดือนสิงหาคม 2559
2560
กลุ่มมิตซุยได้ลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทเหลือร้อยละ 25 และมีกลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่เข้ามาถือหุ้นบริษัทได้แก่ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นร้อยละ 30, บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นร้อยละ 30, วิสต้า อินเวสท์เม้นท์ ลิมิเต็ด ถือหุ้นร้อยละ 7.5 และนายปฏิญญา เทวอักษร ถือหุ้นร้อยละ 7.5
2562
บริษัทได้ขยายสาขาและยกเลิกการให้บริการสาขา เพื่อให้เหมาะสมกับการดำเนินธุรกิจ ซึ่งในปี 2562 บริษัทมีสาขาทั้งสิ้น 24 สาขา ได้แก่ ภาคกลาง 3 สาขา, ภาคเหนือ 4 สาขา, ภาคใต้ 7 สาขา, ภาคตะวันออก 3 สาขา, ภาคตะวันตก 3 สาขา และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 สาขา และในปีเดียวกันกลุ่มมิตซุย ประเทศญี่ปุ่น ได้ขายหุ้นทั้งหมดให้ แก่บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) ร้อยละ 12.50 และบริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ร้อยละ 12.50
กรกฎาคม 2562
บริษัทเปลี่ยนชื่อจาก “บริษัท บัฟ (ประเทศไทย) จำกัด” เป็น “บริษัท เน็คซ์ แคปปิตอล จำกัด” และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัทเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2562
มีนาคม 2563
บริษัทได้เพิ่มทุนจดทะเบียนจำนวน 150 ล้านบาท จากทุนจดทะเบียนเดิม 300 ล้านบาท รวมเป็น 450 ล้านบาท เพื่อเสนอขายต่อประชาชน เปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้จาก 10.00 บาท ต่อหุ้น เป็น 0.50 บาทต่อหุ้น และนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และบริษัทได้จดทะเบียนแปรสภาพจาก บริษัทจำกัดเป็นบริษัทมหาชนจำกัด ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 (รวมทั้งที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม) เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2563